โรคมะเร็งตับ เกิดจากสาเหตุอะไร การป้องกันและรักษาโรคนี้เป็นอย่างไร

สุขภาพของเราเป็นเรื่องที่เราต้องรักและต้องดูแลตัวเองให้ดี แต่เมื่อร่างกายของเราได้รับสิ่งที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เราต้องเป็นโรคนั้นโรคนี้ได้ง่าย และวันนี้เรามีเรื่องที่น่าสนใจ ที่ทุกคนได้ยินก็ต้องบอกว่าเป็นโรคที่น่ากลัวอย่างมาก เพราะโรคนี้หากใครได้เป็นแล้วไม่มีทางที่หมอจะรักษาให้หายขาดได้โรคนั้นก็คือ โรคมะเร็งตับ (Liver Cancer) เกิดขึ้นเมื่อเซลล์บริเวณตับมีลักษณะหรือมีการทำงานที่ผิดปกติแล้วพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด หรืออาจเกิดจากการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งจากบริเวณอื่นมายังตับก็ได้

ซึ่งมะเร็งตับส่วนใหญ่ก็มักมีที่มาจากสาเหตุหลักนี้ ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับมักไม่แสดงอาการจนกว่าจะมีขนาดใหญ่ขึ้นมากซึ่งเป็นระยะที่ยากต่อการรักษาและไม่สามารถที่รักษาให้หายได้ และอาการก้จะยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ

โรคมะเร็งตับ เกิดจาก

อาการ โรคมะเร็งตับ

โรคมะเร็งตับมักไม่มีสัญญาณหรืออาการบ่งบอกในระยะแรกเริ่ม จนเมื่อมะเร็งพัฒนาถึงขั้นแสดงอาการจึงจะสังเกตได้ดังนี้

1.น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

2.ไม่อยากอาหาร รู้สึกอิ่มแม้รับประทานไปเพียงเล็กน้อย

3.คลื่นไส้ อาเจียน

4.เจ็บช่องท้องส่วนบน โดยมักจะปวดบริเวณด้านขวา

5.มีอาการบวมที่ช่องท้องหรือคลำพบก้อนใตชายโครงด้านขวา เนื่องจากตับโต

6.อาจคลำพบก้อนที่ชายโครงด้านซ้ายเนื่องจากม้ามโต

7.ผิวหนังและตาเหลือง (ดีซ่าน)

8.อุจจาระอาจมีสีซีดลง

9.อ่อนแรงและเหนื่อยล้า

10.มีอาการคัน

11.เป็นไข้

โรคมะเร็งตับ

สาเหตุโรคมะเร็งตับ

มะเร็งที่ตับเกิดขึ้นจากการที่ดีเอ็นเอในเซลล์ตับเกิดการกลายพันธุ์จนทำให้โครงสร้างเซลล์เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เซลล์เติบโตขึ้นอย่างผิดปกติและพัฒนาเป็นเนื้องอกในที่สุด สาเหตุหลักของการการเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่ปรากฏแน่ชัด แต่มีปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับได้ดังต่อไปนี้

1.เพศ พบอัตราการเป็นมะเร็งตับในเพศชายสูงกว่าในเพศหญิง

2.ผู้ป่วยเป็นโรคชนิดอื่นที่สัมพันธ์หรือสามารถพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับ ได้แก่

3.โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ซี ที่สร้างความเสียหายต่อตับอย่างถาวรและทำให้ตับวายได้

4.โรคตับแข็ง กว่าครึ่งของผู้ป่วยมะเร็งตับเป็นโรคตับแข็งร่วมด้วย

โรคมะเร็งตับ การรักษา

การรักษาโรคมะเร็งตับ

วิธีการรักษาโรคมะเร็งตับขึ้นอยู่กับระยะอาการและการแพร่กระจายของมะเร็ง แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาที่ทำได้ โดยพิจารณาจากอายุและสุขภาพของผู้ป่วย ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของตัวผู้ป่วยประกอบด้วย

การผ่าตัด (Surgical Resection) ในระยะเริ่มแรก เมื่อเนื้องอกยังมีขนาดเล็กและอยู่ในส่วนเล็ก ๆ ของตับ การรักษาสามารถทำได้โดยการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อส่วนที่มีมะเร็งออก ปกติแล้วเซลล์ตับสามารถสร้างขึ้นใหม่เอง จึงอาจเป็นไปได้ที่การผ่าตัดชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ออกไปจะไม่ส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้ป่วย

แต่ก็มีผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนมากที่มีความสามารถในการสร้างเซลล์ใหม่ของตับแย่ลงมาก การผ่าตัดนี้จึงอาจไม่ปลอดภัยการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อร้ายออกจะทำระหว่างการดมยาสลบ แต่วิธีนี้อาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ เลือดออกหลังการผ่าตัด มีการติดเชื้อ ภาวะหลอดเลือดขาและปอดอุดตัน ปอดบวม น้ำดีรั่วออกจากตับ ตับวาย อาการดีซ่าน

เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาสลบได้ หลังจากผ่าตัด แพทย์ต้องเฝ้าระวังอาการของผู้ป่วยต่อเนื่อง และใช้เวลาหลายเดือนกว่าผู้ป่วยจะฟื้นตัวได้เต็มที่

การผ่าตัดเปลี่ยนตับ แพทย์จะเปลี่ยนถ่ายตับใหม่ที่ได้รับบริจาคแทนที่ตับที่มีมะเร็งให้กับผู้ป่วย โดยวิธีนี้สามารถใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับระยะเริ่มแรกที่มีเนื้องอกขนาดเล็กและมีจำนวนไม่มาก ไม่เช่นนั้นจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งอีกครั้งได้สูง

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนตับมีความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกหรือติดเชื้อหลังผ่าตัด ปอดบวม ผลข้างเคียงจากยาสลบ รวมถึงภาวะต่อต้านตับที่ถูกเปลี่ยนถ่าย การติดเชื้อเนื่องจากระบบภูมิคุ้นกันหยุดทำงานซึ่งเป็นผลจากยาที่ต้องรับประทานหลังผ่าตัด และการเปลี่ยนถ่ายตับในประเทศไทยก็ยังทำได้น้อยอยู่

รังสีรักษา (Radiation Therapy) การรักษาด้วยการฉายรังสีพลังงานสูง เช่น รังสีเอกซเรย์และโปรตอนตรงไปยังเซลล์เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งและทำให้เนื้องอกหดตัวเล็กลง การฉายรังสีอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่ตับและบริเวณรอบข้างได้ง่าย รวมถึงร่างกายอาจมีอาการอ่อนล้า คลื่นไส้ และอาเจียนได้

เคมีบำบัด (Chemotherapy) การให้ยารับประทานหรือฉีดยาฆ่าเซลล์มะเร็งไปยังหลอดเลือดดำหรือหลอดเลือดแดง หรือเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็ง การทำเคมีบำบัดนี้ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการข้างเคียงที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับการตอบสนองของคนไข้และชนิดของยา เช่นฟกช้ำง่าย อ่อนเพลีย คลื่นไส้และอาเจียน ผมร่วง ขาบวม เจ็บปาก และท้องเสีย ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะคงอยู่เพียงชั่วคราว

อาการ โรคมะเร็งตับ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคมะเร็งตับ

นอกจากอาการที่ผู้ป่วยมะเร็งตับแสดงและผลแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการรักษาที่กล่าวไปแล้ว มะเร็งตับยังอาจสามารถแพร่กระจายไปสู่อวัยวะบริเวณอื่น ๆ เช่นตามต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะที่อยู่ห่างไกลออกไปหรือส่งผลให้มีเลือดออกภายใน เช่น ในระบบทางเดินอาหาร และก้อนเนื้องอกเกิดแตกได้ นอกจากนี้อาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ตับวาย ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้ในระยะท้าย ๆ ของโรคมะเร็งตับ

การป้องกันโรคมะเร็งตับ

การป้องกันมะเร็งตับด้วยตนเองสามารถทำได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งตับ โรคตับแข็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับมะเร็งตับอย่างมาก เนื่องจากจะทำให้เกิดแผลในตับจึงเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งที่ตับได้สูง

การป้องกันมะเร็งตับจึงควรลดปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่โรคตับแข็งไปด้วย ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์ให้พอดี หมั่นออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกินไปโดยรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และลดปริมาณไขมันที่บริโภค รวมทั้งระมัดระวังการใช้สารเคมีที่อาจเป็นอันตรายและเสี่ยงต่อโรคตับแข็งตามมา

ไม่เพียงแต่โรคตับแข็งเท่านั้น โรคอื่น ๆ อย่างการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ซี ก็เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้

การป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี ทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และสามารถฉีดได้ทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กทารก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ หรือแม้แต่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอก็ตาม ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

การหลีกเลี่ยงการติดต่อเชื้อทั้ง 2 ชนิดจากผู้อื่นยังทำได้ด้วยการสร้างสุขอนามัยที่ดี เช่น ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่เสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น รวมถึงเข็มที่ใช้สักลายตามร่างกาย ควรเลือกร้านสักที่มั่นใจได้ถึงความสะอาดและสุขอนามัย เป็นต้น

สุขภาพจิต